Sujin's profileWindows Live SpacesPhotosBlogGuestbookMore ![]() | Help |
Windows Live Spaces |
||||
|
Public folders
October 26 เอาไงดีกับชีวิตนี้ ก่อนที่จะมานั่งพิมพ์ในบล็อกนี่ เข้านอนแล้ว พยายามหลับ แต่ตาไม่ยอมปิด นอนบิดไปบิดมาอยู่นาน สุดท้ายก็ต้องเอาหมอนของ"กัล"มากอด แล้วทุกอย่างก็เหมือนเดิม เริ่มร้องไห้ สะอื้น ถ้าใครมาเห็นเข้าคงคิดว่าบ้า แต่เป็นอย่างนั่นจริง ๆ คิดถึง"กัล" เหมือนทุกวัน ร้องไห้ทุกวัน แต่วันนี้ รู้สึกแปลก ๆ เป็นมากกว่าทุกวัน
คิดถึงคำพูดลูกสาว ยัยโป้ง เล่าให้ฟังว่า เมื่อหลายวันก่อนฝันไปว่า เรากับ"กัล" ยืนอยู่หน้าบ้านเดิมที่ ช.รุ่งเรือง 5 ยัยผึ้งลูกสาวอีกคนอยู่ด้วย ยัยผึ้งถามแม่ว่าจะไปไหน "กัล" บอกว่าจะไปอยู่เมืองนอก ยัยผึ้งก็ถามว่า เอ้าแล้วป๊าล่ะ "กัล"ตอบว่า ป๊าจะขายบ้านพฤกษ์ภิรมย์ แล้วไปถือศีลภาวนา
จากคำพูดในฝันนั้น เรามานั่งคิดเป็นตุเป็นตะ ว่าฝันนั้นเป็นฝันดี เป็นนิมิตหมายดีที่ "กัล"มาบอกว่า กำลังไปมีความสุข เพราะคนเราบอกไปอยู่เมืองนอก หมายถึงไปอยู่ในที่ที่ดีกว่า ก็หมายถึงกำลังไปมีความสุข น่าจะหมายความว่า "กัล"กำลังไปอยู่บนสวรรค์ หรือ "กัล" กำลังจะไปเกิดใหม่แล้ว
ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน ก็ดีทั้งนั้น เราภาวนาขอให้เป็นจริงด้วยเถิด
ย้อนกลับมาคิดถึงความฝันตอนท้าย เรากำลังจะไปถือศีลภาวนา กำลังจะขายบ้านพฤกษ์ภิรมย์ ทำไมถึงมาฝันใกล้กับช่วงที่เราเพิ่งคุยกับลูกไปเมื่อก่อนหน้านั้นไม่กี่วันว่า เราน่าจะขายบ้านทิ้ง เพราะบ้านใหญ่เกินไป อยู่กันเพียงสองคนพ่อลูก ขายบ้านแล้วไปหาซื้อคอนโด ราคากลาง ๆ น่าจะมีเงินเหลือเก็บได้อีกหลายตังค์ อยู่กันอย่างสบาย ๆ ได้เลย ไม่ต้องดิ้นรนมาก สิ่งสำคัญคือ ตราบใดที่เรายังอยู่บ้านหลังนี้ ก็อดคิดถึง "กัล" ไม่ได้ทุกที เดินลงบันได ก็มองแท่นบูชา มองรูป แล้วก็เศร้าด้วยความคิดถึง ร้องไห้ในบางโอกาส ที่ไม่มีใครอยู่ เป็นอย่างนี้ทุกวัน
จากวันนั้นถึงวันนี้ "กัล" จากไปแล้ว 200 วัน เร็วเหลือเกิน แต่ในความรู้สึกเรา มันเหมือนเพิ่งผ่านไปได้ไม่กี่วันเอง ภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ยังอยู่ในความทรงจำ ไม่ว่าจะเป็นวันเกิดเหตุ หรือช่วงวันที่อยู่ที่โรงพยาบาล โดยเฉพาะช่วงที่เรานั่งเฝ้าข้างเตียง สวดมนต์ให้ฟัง ร้องเพลงให้ฟัง
"เพลงอุษาสวาท" ร้องปลุกให้ตื่น
"เพลงขอให้เหมือนเดิม" ร้องบอกให้ฟังว่า จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง
"เพลงคิดถึงเธอทุกลมหายใจ" ร้องให้ฟังว่า เศร้าเพียงไรที่ต้องห่างกัน
แล้วตอนนี้ เราจะร้องเพลงอะไรได้อีก ในเมื่อไม่มีคนมาฟังเราร้องอีกแล้ว
ตัดสินใจไม่ถูกเลย ว่าตอนนี้เราจะเอาไงดี ทำตามความคิดเดิมดีมั้ย ขายบ้านซะ ยกสมบัติให้ลูกให้หมด ออกบวชเลยดีมั้ย หรืออยู่เพื่อช่วยลูกสร้างฐานะ ขายบ้านแล้วไปอยู่คอนโด หรืออย่างที่น้องกลางเสนอ ขายบ้านแล้วไปอยู่ต่างจังหวัด อยู่กันเงียบ ๆ ทำงานขายของเล้ก ๆ น้อย ๆ อยู่ไปวัน ๆ แบบสบาย ๆ หนีห่างสังคมให้มากที่สุด มีเวลาอยู่กันพ่อลูก เอ! แล้วแบบนั้น เราจะมีหลานอุ้มมั้ยน่ะ
น้องจีน ลูกยายโป้ง ตอนนี้ก็กำลังน่ารัก น้องโชกุน ลูกตาหนึ่ง ก็น่าชัง น้องอินลูกยายผึ้งยิ่งน่ารักไปใหญ่ ขาดแต่ลูกน้องกลางนี่แหละจะมีมาให้อุ้มมั้ยไม่รู้
ถ้า "กัล" ยังอยู่ ได้เห็นหลาน ๆ แบบนี้ คงหลงน่าดู ปากบอกไม่อยากเลี้ยงเด็ก แต่ก่อนวันเข้าโรงพยาบาล ก็ไปอุ้มหลานน้องจีน ที่บ้าน ช.5 อยู่นาน เหมือนกับรู้ว่าจะไม่ได้อุ้มอีก เลยไปสั่งเสียก่อนจาก เฮ้อ! เศร้าอีกแล้วเรา พิมพ์ไปร้องไห้ไปอีกแล้ว
คิดถึง "กัล" ตลอดเวลา และตลอดไป
September 16 หัวข้อการพูดคุย ประหลาดใจจริงยกคำพูดมา ประหลาดใจจริง ประหลาดใจจริง เราเป็นอะไรไปนะ หลังจากที่จิตใจสงบไปได้พักหนึ่ง เลิกกังวล วิตกกับสิ่งที่จากไป หรือสิ่งที่ยังมาไม่ถึง
แต่พอมาถึงช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาจนวันนี้ สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้น มันกลับมาอีกแล้ว ทั้งความเหงา เศร้า เบื่อและ
สับสน กลับมาวกวนในความคิดอีกครั้ง ในช่วงเวลาสองวัน นอนไม่ถึงสามชั่วโมง ตื่นมาแล้ว ก็อยู่ต่อไปอีก
สองวัน นอนอีกสองถึงสามชั่วโมง แล้วก็เป็นแบบเดิมอีก ต้องอาศัยยานอนหลับ แต่ก็ช่วยให้ได้นอนมากขึ้น
อีกหนึ่งถึงสองชั่วโมงเท่านั้น ไปหาหมอมาได้ยามากิน แต่ก็อีหร็อบเดิม มันมียานอนหลับอยู่ด้วย หายไปได้
สองสามวัน ยาหมดก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม ตลอดเวลาถ้ามีงานก็ทำไปแบบเบลอ ๆ สมองแทบคิดอะไรไม่
ละเอียดรอบคอบพอ ความคิดไม่กระจ่าง และตลอดเวลารู้สึกขอบตาร้อนผ่าว เหมือนคนอดนอนตลอดเวลา
ถ้าอยู่บ้าน ก็รู้สึกเงียบเหงา เศร้า คิดถึง "กัล" ตลอดเวลา ถ้านอนหลับแล้วฝันถึง "กัล" ก็คงดีไม่น้อย แต่นี่ เวลานอนไม่เคยฝันเลย แต่ไหนแต่ไรมา แม้ช่วงนี้นอนน้อย ไม่กี่ชั่วโมงก็คงไม่มีปัญญาไปฝันอะไรได้แต่ถ้าเป็นไปได้ ก็อยากให้ได้ฝันถึงบ้าง แต่มันไม่เคยเป็นอย่างที่ต้องการเลย ประหลาดใจจริง ๆ ว่า เกิดอะไรขึ้นกับชีวิตเรา เคยสงสัยว่า ถ้าเราตายไป เราจะได้เจอ "กัล" หรือไม่? เพราะ "กัล" ทำแต่ความดีมาโดยตลอดแต่เราเองยังกลับทำบาปทำกรรามไม่เลิก แม้จะทำบุญสักเท่าไร ก็คงยังไม่พอที่จะลบเลือนบาปกรรมต่าง ๆ ที่ตัวเองได้ก่อเอาไว้ ไม่ว่าจากชาตินี้หรือชาติไหน แล้วเราจะได้ไปเจอ "กัล" ได้ยังไง เฮ้อชาติหน้ามีจริงมั้ยนะ จะได้เจอ "กัล" หรือเปล่าหว่า มีแต่ต้องสร้างบุญเอาไว้เยอะ ๆ เผื่อชาติหน้าจะได้เจอ "กัล" ได้ไง จริงมั้ย July 22 เหงา เศร้า ว้าวุ่นใจ และความกังวลที่ไม่มีสิ้นสุดอยากจะเขียนต่อเรื่องเดิม ๆ แต่ใจมันเศร้าเกินกว่าจะเล่าได้ ทุกครั้งที่เดินลงบันได เหลียวไปมองรูปถ่าย ทำให้ใจแป้วทุกที อยากรู้ว่าเวลานี้ "กัล" อยู่ไหน เป็นอย่างไรบ้าง แต่เดิมมาทุกครั้งเวลา "กัล" ต้องการอะไร จะถามหาจากพี่ เวลาขับรถหลงทางไปไหนไม่ถูก ก็จะโทรกลับมาถามพี่ ทุกเย็นจะโทรมาถามว่าจะกินข้าวด้วยกันมั้ย? กินที่ไหน? อยู่ไหนแล้ว? จะกลับถึงบ้านกี่โมง? วันนี้กลับมากินข้าวบ้านดีกว่านะ จะซื้อกับข้าวมาแล้วหุงข้าวกินกัน ใครกลับก่อนหุงข้าวไว้รอนะ แล้วตอนนี้ล่ะ "กัล" อยู่ไหน? อยู่ยังไง? กินข้าวแล้วยัง? มีอะไรกินมั้ย? ขาดเหลืออะไรหรือเปล่า? "กัล" กำลังไปไหนอยู่รึเปล่า? มีรถใช้มั้ย? มีเงินเติมน้ำมันหรือเปล่า? หลงทางมั้ยนี่? "กัล" คิดถึงพี่บ้างมั้ย? ทำไมไม่โทรมาหาพี่บ้าง? รู้มั้ยว่าพี่คิดถึง"กัล" แค่ไหน? พี่อยากจะกอด "กัล" อีกสักครั้ง อยากบอก "กัล" ว่าพี่รัก"กัล"มากแค่ไหน เฮ้อ นึกอะไรไม่ออกจริง ๆ เขียนไปก็ร้องไห้ไปด้วย เพราะเป็นห่วง ไม่รู้ว่า "กัล" ขาดเหลืออะไรแค่ไหนหรือเปล่า? ที่ทำบุญทุกอย่างส่งไปให้น่ะได้รับหรือเปล่า? ห่วงว่า "กัล" อยู่ที่ไหน? อยู่บนสวรรค์หรือเปล่า? มีความสุขมั้ย? ข้างบนนั้นร้อนหรือหนาว? "กัล" ยิ่งเป็นคนขี้หนาวอยู่ด้วย จะให้ส่งเสื้อหนาวไปให้มั้ย? เออ เสื้อผ้าที่ทำบุญส่งไปให้ผ่านทางหลวงพ่อวัดโบสถ์วรดิษฐ์ ที่อ่างทองน่ะ "กัล" ได้รับมั้ย? ที่ตักบาตรไปให้ทุกเช้าน่ะ ได้ทานมั้ย? อาหารที่จัดไหว้ทุกวันได้รับเปล่า? ปัญหาทุกข้อ มันเวียนวนอยู่ในหัวพี่ตลอดเวลา เป็นห่วงสารพัด ไม่รู้จะติดต่อกับ "กัล" ได้ยังไง
ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา เพิ่งออกจากงาน มีอะไรใหม่ ๆ ให้ทำเยอะ ทำให้จิตไม่ว่าง ยังพอทำใจได้ ช่วงที่ผ่านมาก่อนทำบุญ 100 วันให้ "กัล" ก็ยุ่งเหยิงพอสมควร แต่ตอนนี้หลังงานแล้ว กลับมามีอาการเหมือนเดิม คือเศร้า เหงา คิดถึง "กัล" รู้สึกว่าหนักกว่าเดิมด้วยซ้ำ ร้องไห้ทุกคืน แม้แต่เวลากลางวัน อยู่คนเดียวก็ร้องไห้ ขับรถไปยังร้องเลย ต่อหน้าลูก พยายามเข้มแข็ง ไม่อยากให้ลูกเห็นเราร้องไห้ แต่เวลานี้ อยู่คนเดียว เกิดความคิดบ้า ๆ ขึ้นมา อยากตาม "กัล" ไปจริง ๆ จะได้รู้ว่า "กัล" ทุกข์สุขอย่างไร ไม่รู้จะทำอะไรดี ไหว้พระก็บอกพระว่า ช่วยชี้นำทางสว่างให้ลูกด้วย ใจไม่สงบเลย ไม่รู้จะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไร
June 11 ช่วงเวลาที่ไม่มีวันลืม "อาลัยรัก" (ต่อ)ความจริงเมื่อคืนนี้ นั่งพิมพ์เข้ามาในบล็อคแล้ว แต่ปรากฎว่าเกิดขัดข้องทางเทคนิก ทำให้ไม่สามารถบันทึกเข้ามาในบล็อคได้ วันนี้ เลยตั้งใจมาพิมพ์เพิ่มที่บริษัท ระหว่างรอตรวจระบบเงินเดือนของพนักงาน เมื่อคืนนี้เขียนไว้ว่า ใช้เวลานานมาก กว่าจะได้เขียนข้อความต่อจากของเดิม ทั้งนี้ระยะเวลา 2 เดือนนั้น มีความรู้สึก เหมือนไม่ได้ผ่านเวลาไปไหนเลย เหตุการณ์ต่าง ๆ เหมือนเพิ่งผ่านพ้นมาหยก ๆ ความเศร้า เหงา ความทุกข์ ยังคงมีอยู่ทุกวัน ยังไม่มีวันไหนเลยที่จะไม่เสียน้ำตา ทุกวันตื่นแต่เช้า บางวันฝนไม่ตก ก็ออกไปวิ่ง บางวันฝนตก ก็รอเวลา พอหกโมง ก็ออกไปตักบาตร ทุกวัน พอออกจากห้องจะลงบันไดก็ต้องผ่านหน้าแท่นบูชาที่ตั้งกระถางธูปและรูป"กัล" ก็จะบอกกล่าวว่า พี่จะออกไปวิ่งแล้วไปตักบาตรให้นะ เดี่๋ยวมารับส่วนบุญไปด้วยนะ ระหว่างวิ่งออกกำลัง หรือตอนออกไปตักบาตร พอวิ่งหรือออกมาผ่านบริเวณสวนสาธารณะส่วนกลาง ที่ตั้งศาลพระภูมิเจ้าที่และตายาย ก็จะบอกกล่าว เทวาอารักษ์ เจ้าที่เจ้าทาง พระภูมิเทวา และตายาย ว่าผมจะออกไปตักบาตรทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ภรรยาของผมชื่อ กัลยาณี ลิ้มชัยพฤกษ์ ขออนุญาตให้ภรรยาของผมเข้ามารับส่วนบุญส่วนกุศลที่บ้านด้วยนะครับ แล้วก็ออกไปร้านข้าวแกงเจ้าประจำเลือกแกง หรือผัดผัก ที่ "กัล" ชอบ ต้มจืด ผัดผักรวมมิตร พะโล้ แกงส้ม ถ้ามีเป็นไม่พลาด ซื้อเสร็จมาขึ้นรถ ก็จะจรดอาหารเหนือหน้าผากอธิษฐาน "ขออุทิศส่วนบุญทั้งหลาย ที่ทำการตักบาตรในเช้านี้ให้ นางกัลยาณี ลิ้มชัยพฤกษ์ ภรรยาของลูกที่วายชนม์ไปเมื่อวันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2552 ขอให้นางกัลยาณี ลิ้มชัยพฤกษ์ ได้มารับส่วนบุญส่วนกุศลทั้งหลาย ไปทั้งหมดทั้งสิ้น เพื่อให้ได้ไปเกิดในภพภูมิที่สูงขึ้น ได้เป็นทุนเสบียงไปใช้ ในสรวงสวรรค์ด้วยเทอญ" จากนั้นก็ใส่บาตรพระสงฆ์ พอกลับมาบ้าน ก็จะจุดธูปไหว้พระในบ้านทั้งหมดก่อน ถวายน้ำพระพุทธ แล้วจุึงจะจุดธูปให้"กัล"แล้วบอกกล่าวว่าวันนี้ตักบาตรอะไรไปให้บ้าง จุดธูปอีกดอกหนึ่ง ออกมากลางแจ้งหน้าบ้าน บอกว่า "กัล"อยู่ไหน พี่ตักบาตรให้แล้วนะ มาบ้านรับส่วนบุญด้วยนะ ปักธูปกลางแจ้ง แล้วเปิดประตูบ้านทิ้งไว้ เผื่อ"กัล"จะเข้าบ้านไม่ได้ ทุกวันนี้ทำจนกลายเป็นกิจวัตร เป็นนิสัยประจำไปแล้ว ตอนเย็นหรือค่ำกลับมา ก่อนขึ้นห้อง ก็ต้องผ่าน เห็นรูปทุกวัน ร้องไห้ทุกวัน ไม่รู้จะลืมได้ยังไงคงยากที่จะลืมได้ ทุกวันนี้ยังไม่อยากเชื่อเลยว่า เกิดเหตุการณ์นี้จริง ๆ มาเล่าต่อกันดีกว่า
วันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม 2552 เวลา 14.45 น.
ขับรถกลับถึงบ้าน เห็นรถ"กัล"กลับมาก่อนแล้ว แต่จอดอยู่หน้าบ้าน ยังไม่ได้เก็บรถเข้าบ้าน ให้น้องกลางเปิดประตูเหล็ก แล้วถอยรถเข้าบ้านก่อน เอาอาหารที่เหลือแบ่งจากงานเช็งเม้งเข้าไปเก็บในบ้านส่วนหนึ่ง ที่เหลือให้น้องกลางเป็นคนยกเก็บ เดินขึ้นบันได บอกน้องกลางว่า "ขออาบน้ำก่อน น้องกลางเคลียร์อาหารนะ อุ่นไว้เลย เดี๋ยวลงมา อ้อ ม๊ายังไม่ได้หุงข้าวนี่นา สงสัยลืม จัดการหุงข้าวด้วยเลยนะ" ว่าแล้วก็ขึ้นชั้นสองไป ปรากฎว่าประตูห้องปิดอยู่ ก็นึกสงสัยว่า "กัล" คงกำลังอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่ เพราะก็ปิดห้องทุกทีเวลาอาบน้ำ ก็ไม่คิดอะไร เห็นบริเวณหน้าแท่นบูชาพระ มีของวางระเกะระกะ ยังไม่ได้เก็บ ก็เลยจัดเก็บแป๊บนึง ปากก็ตะโกนว่า " "กัล" ทำอะไรอยู่ เปิดประตูด้วยจะขออาบน้ำบ้าง ร้อนเป็นบ้าเลย" เคาะประตูอีก 2 - 3 ที แล้วก็จัดเก็บของต่อ "เร็ว ๆ หน่อยนะ ปวดท้องฉี่ด้วย" ปกติ "กัล" จะมาเปิดให้ไม่เกินอึดใจเดียว แต่งวดนี้เงียบ เลยตะโกนเรียกน้องกลาง "กลาง โยนกุญแจบ้านขึ้นมาที ม๊าล็อคห้องอยู่ ป๊าจะเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน" น้องกลางตอบครับแล้วก็เอากุญแจมาตรงบันได โยนขึ้นมาให้ รับกุญแจแล้วก็ไขเปิดห้องเข้าไป เดินเลี้ยวไปทางห้องน้ำประตูปิดอยู่ได้ยินเสียงน้ำฝักบัว ก็รู้ว่ากำลังอาบน้ำอยู่ เลยเคาะเรียกเล่น ๆ ว่า "เร็ว ๆ หน่อย อีกนานมั้ย" หันกลับมาเก็บข้าวของในกระเป๋าเสื้อ-กางเกง เข้าลิ้นชักโต๊ะเครื่องแป้ง หันกลับมาเคาะประตูห้องน้ำใหม่แล้วถามว่า " "กัล" กลับมานานแล้วยัง เร็ว ๆ นะให้น้องกลางอุ่นกับข้าวแล้ว" เคาะแล้วเคาะอีก ก็เงียบ ชักผิดสังเกตุ เอาหูแนบประตูฟังดู ได้ยินเสียงน้ำฝักบัว เคาะเรียกใหม่ร้องเรียก ""กัล" "กัล" "กัล" เปิดประตูด้วย" ไม่มีเสียงตอบ ได้ยินเสียงดังคร่อก ๆ เหมือนกำลังขากเสลด แต่ได้ยินซ้ำอีก ทำไมขากเสลดไม่ออก ใจนึกว่าผิดสังเกตุซะแล้ว หันกลับมาหาเหรีญห้าบาทในเก๊ะโต๊ะเครื่องแป้ง เอามาไขประตู(ลูกบิดเป็นแบบเซฟตี้) พอไขเข้าไปได้ หัวใจแทบกระดอนออกจากปาก ใจหายวูบ เห็น "กัล" นั่งอยู่ในอ่างอาบน้ำในท่าคุกเข่า แขนแนบตัววางบนหน้าตัก หัวก้มงุดลงไปข้างหน้า น้ำฝักบัวฉีดราดหัวอยู่ตรง ๆ คงจะสำลักน้ำด้วยเลยมีเสียงคร่อก ๆ จากคอ รีบเข้าไปประคอง แหงนหน้าขึ้น ปิดน้ำฝักบัว ร้องเรียกเสียงดัง เสียงคร่อก ๆ ไม่หาย เลยตัดสินใจ ก้มลงดูดเสมหะในคอให้ ก็ไม่หาย เลยลองเป่าปากเข้า ก็ไม่หาย เลยตะโกนเรียกน้องกลาง "กลาง ขึ้นมาเร็ว ๆ มาช่วยม๊าด้วย เร็ว ๆ ป๊าอุ้มไม่ไหว" พยายามอุ้มประคองออกจากอ่าง ก็อุ้มไม่ขึ้น น้องกลางวิ่งเข้ามาเห็นเข้าพอดี "น้องกลางช่วยกันหน่อย ป๊าอุ้มไม่ไหว" "ป๊าปล่อย กลางอุ้มเอง" ปล่อยให้น้องกลางอุ้ม ช่วยประคองออกพ้นประตูห้องน้ำ รีบไปจัดบริเวณเตียงเพื่อให้ "กัล"นอนได้สะดวก "กลาง รีบไปเตรียมรถ พาม๊าไปโรงพยาบาลด่วน" น้องกลางรีบวิ่งไปจัดการ เลยวิ่งหาเสื้อชุดนอนมาจะใส่ให้ ประคอง"กัล"นั่ง แล้วสวมเสื้อให้ แป๊บเดียวน้องกลางก็วิ่งขึ้นมา จัดการอุ้มแม่ได้ก็พาออกมาจากห้องลงบันไดไป ช่วยประคองจนมาถึงรถจัดที่นั่งด้านหน้าให้เอนราบลง น้องกลางประคองแม่เข้าไปนอนในรถแล้ว ไปนั่งฝั่งคนขับ ปิดประตูให้แล้วบอกรีบไปด่วนเดี๋ยวป๊าตามไป ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องบอกเลยว่าให้พาไปไหน ใจคิดตรงกันว่า ไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด เป็นพอ โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ รัตนาธิเบศร์ ใกล้ที่สุด(ตอนนี้ขอบอกเลยว่าเป็นโรงพยาบาลที่ห่วยที่สุด) รีบกลับเข้าบ้าน ปิดล็อคประตูทั้งหมด แล้วออกจากบ้าน ขับรถตามไปโรงพายาบาล
(วันนี้แค่นี้ก่อนนะ งานเข้าแล้ว มีเวลาค่อยมาเขียนต่อนะ) |
||||
|
|